เคล็ด(ไม่)ลับ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัย

เคล็ด(ไม่)ลับ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัย

10 มิถุนายน 2568 เทคนิคบริหารคลินิก 167เข้าชม

ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยจึงถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น ตั้งแต่การลงทะเบียนเข้ารับบริการ ไปจนถึงการบันทึกผลวินิจฉัย การรักษา ประวัติการใช้ยา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดการรั่วไหลหรือถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว และแม้กระทั่งชื่อเสียงของผู้ป่วย ในขณะเดียวกัน คลินิกหรือสถานพยาบาล ที่จัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยโดยไม่รัดกุม อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง เสียค่าปรับจำนวนมาก หรือสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ประชาชนเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตนภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น PDPA (ประเทศไทย) HIPAA (สหรัฐอเมริกา) และ GDPR (สหภาพยุโรป) ที่ล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลสุขภาพอย่างเข้มงวด

ดังนั้น ไม่ว่าคลินิกจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ การมีระบบจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ปลอดภัย โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับแนวทางสำคัญที่คลินิกสามารถนำไปใช้เพื่อป้องกันการรั่วไหลของประวัติส่วนตัวผู้ป่วย ที่ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติ ให้คุณสามารถยกระดับความปลอดภัยของคลินิกแบบมืออาชีพได้


🛡️ ปกป้อง "ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วย" อย่างมืออาชีพ ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย 100%

การรักษา ข้อมูลผู้ป่วย ให้ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย PDPA คือกุญแจสำคัญของการเป็นคลินิกชั้นนำในยุคดิจิทัล ยกระดับความปลอดภัยข้อมูลผู้ป่วย และจัดการระบบคลินิกตามมาตรฐาน PDPA [ปรึกษาเรา คลิก!] อย่าปล่อยให้การจัดการข้อมูลที่ผิดพลาด กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำลายความเชื่อมั่นของคลินิกคุณ! 


3 กฎหมายสำคัญที่คลินิกต้องรู้ ป้องกันการเปิดเผยความลับผู้ป่วย


การเก็บรักษา ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วย ให้ปลอดภัยไม่ใช่เพียงเรื่องของจริยธรรมทางการแพทย์เท่านั้น แต่คือ "ข้อบังคับทางกฎหมาย" ที่คลินิกต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทั้งการจัดเก็บและการแลกเปลี่ยน ข้อมูลผู้ป่วย ต้องมีความโปร่งใส ปลอดภัย และตรวจสอบได้ นี่คือ 3 กฎหมายระดับโลกและระดับประเทศที่เจ้าของคลินิกต้องรู้


1. PDPA (ประเทศไทย)


เคล็ด(ไม่)ลับ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัย

PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กฎหมายหลักของไทยที่ควบคุมการเก็บ ใช้ และป้องกัน การเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วย โดยมีรายละเอียดที่คลินิกต้องทำคือ

  • สิทธิของเจ้าของข้อมูล ผู้ป่วยมีสิทธิขอเข้าถึง แก้ไข คัดค้าน หรือขอให้ลบ ประวัติส่วนตัวผู้ป่วย ได้
  • การขอความยินยอม (Consent) ต้องขอความยินยอมอย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และแยกส่วนจากข้อความอื่น
  • ความรับผิดชอบ คลินิกต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ชัดเจน
  • บทลงโทษ ปรับทางแพ่งสูงสุด 5 ล้านบาท และโทษอาญาจำคุกสูงสุด 1 ปี หากมีเจตนาเปิดเผยข้อมูลโดยมิชอบ


  PROCLINIC แนะนำบทความน่าอ่าน !!

การทำ PDPA ให้สมบูรณ์ต้องอาศัยระบบหลังบ้านที่แม่นยำ บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจและวางแนวทางปฏิบัติให้คลินิกของคุณเป็นมืออาชีพตามมาตรฐาน คลิกอ่านต่อ : PDPA คลินิกคืออะไร ควรจัดการข้อมูลอย่างไรให้มืออาชีพ


2. GDPR (สหภาพยุโรป)


เคล็ด(ไม่)ลับ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัย

General Data Protection Regulation มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลที่เข้มงวดที่สุดในโลก ซึ่งคลินิกไทยที่ดูแลคนไข้ชาวต่างชาติ (EU) จำเป็นต้องคำนึงถึง

  • สิทธิในการถูกลืม (Right to be Forgotten) ผู้ป่วยสามารถขอให้ลบข้อมูลได้หากหมดความจำเป็น
  • ความโปร่งใส ต้องแจ้งวัตถุประสงค์และระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลอย่างชัดเจน
  • มาตรการแจ้งเหตุ หากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล ต้องแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลภายใน 72 ชั่วโมง
  • บทลงโทษสูงสุด ปรับได้ถึง 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้รวมปีล่าสุด


3. HIPAA (สหรัฐอเมริกา)


เคล็ด(ไม่)ลับ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัย

Health Insurance Portability and Accountability Act มาตรฐานสากลที่เน้นการจัดการข้อมูลสุขภาพ (Protected Health Information - PHI) ในยุคดิจิทัล

  • การปกป้องข้อมูล ห้ามแชร์ข้อมูลที่ระบุตัวตนร่วมกับประวัติการรักษาโดยไม่มีการอนุญาต 
  • มาตรฐานความปลอดภัย บังคับให้มีระบบ การเข้ารหัสข้อมูล และการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงอย่างรัดกุม
  • บทลงโทษ มีโทษปรับตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงมีโทษทางอาญาหากละเมิดรุนแรง


การที่คลินิกมีระบบจัดการ ข้อมูลผู้ป่วย ที่สอดคล้องกับกฎหมายเหล่านี้ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงเรื่อง การเปิดเผยความลับผู้ป่วย กฎหมาย และช่วยยกระดับความเชื่อมั่นให้ลูกค้ามั่นใจว่า ประวัติส่วนตัวผู้ป่วย ของเขาจะถูกดูแลด้วยมาตรฐานสูงสุด


  PROCLINIC แนะนำบทความน่าอ่าน !!

การเริ่มต้นสร้าง "คลินิกความปลอดภัย" ที่ถูกต้องตามกฎหมาย จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการขอใบอนุญาตประกอบกิจการให้ถูกต้อง บทความนี้จะช่วยสรุปขั้นตอนที่ยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับว่าที่เจ้าของคลินิก คลิกอ่านต่อ : ใบอนุญาตเปิดคลินิก เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ มีขั้นตอนอะไรบ้าง


7 เทคนิคการรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัยและเป็นมืออาชีพ


เคล็ด(ไม่)ลับ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัย


การสร้างระบบจัดการ ข้อมูลผู้ป่วย ที่ดี ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้กับคลินิกของคุณ นี่คือ 7 แนวทางปฏิบัติที่ทุกคลินิกควรมี


1. ฝึกอบรมบุคลากรให้ตระหนักรู้ (Staff Awareness)

พนักงานคือด่านแรกของการรักษาความปลอดภัย คลินิกควรจัดการอบรมอย่างสม่ำเสมอในหัวข้อ:

  • ความเข้าใจเรื่อง ประวัติส่วนตัวผู้ป่วย และข้อกำหนดตาม PDPA
  • ตัวอย่างพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การพูดคุยเรื่องคนไข้ในที่สาธารณะ หรือการส่งข้อมูลผ่าน Line โดยไม่ระวัง
  • วิธีการรับมือและรายงานทันทีเมื่อพบเหตุละเมิดข้อมูล


เคล็ด(ไม่)ลับ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัย

2. จำกัดการเข้าถึงและยืนยันตัวตน (Access Control)

ใช้หลักการ "รู้เท่าที่จำเป็น" (Need-to-know basis) โดยกำหนดสิทธิ์พนักงานตามตำแหน่งหน้าที่

  • ยืนยันตัวตน เข้าใช้งานด้วยรหัสผ่านเฉพาะบุคคล หรือใช้ระบบ 2-Factor Authentication (2FA)
  • ระบบล็อกอัตโนมัติ ป้องกันบุคคลอื่นเข้าถึงหน้าจอเมื่อพนักงานไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ


3. ควบคุมการใช้ข้อมูลและขอความยินยอม (Data Usage & Consent)

  • ป้องกันความเสี่ยงจากการ เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วย ผิดกฎหมาย ด้วยการ
  • จัดทำเอกสารยินยอม (Consent Form) ที่ชัดเจนก่อนนำข้อมูลไปใช้ในงานวิจัยหรือการตลาด
  • ตรวจสอบขอบเขตการใช้ข้อมูลให้ตรงตามที่แจ้งไว้กับคนไข้เท่านั้น


4. ติดตั้งระบบบันทึกประวัติการเข้าถึง (Audit Trail)

หัวใจสำคัญของ ระบบความปลอดภัยคลินิก คือฟีเจอร์ที่ระบุได้ว่า

  • ใคร : ชื่อผู้เข้าถึงข้อมูล
  • เมื่อไหร่ : วันและเวลาที่ใช้งาน
  • อะไร : เข้าดู แก้ไข หรือลบข้อมูลส่วนไหน
  • ประโยชน์ : ใช้เป็นหลักฐานสำคัญหากมีการร้องเรียนเรื่อง การเปิดเผยความลับผู้ป่วย กฎหมาย


เคล็ด(ไม่)ลับ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัย


5. การเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption)

ปกป้องข้อมูลจากการถูกแฮ็กหรือโจรกรรมด้วยการเข้ารหัส 2 ระดับ

  • At Rest เข้ารหัสข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลหรือระบบคลาวด์
  • In Transit เข้ารหัสขณะรับ-ส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายด้วยระบบ HTTPS หรือ Secure Email


6. ประเมินความเสี่ยงสม่ำเสมอ (Risk Assessment)

อย่ารอให้เกิดปัญหา คลินิกควรตรวจสอบระบบเป็นประจำ

  • ตรวจสอบช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ (Vulnerability Scan)
  • วิเคราะห์ภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร


7. สำรองข้อมูลนอกสถานที่ (Offsite Backup)

ป้องกันข้อมูลสูญหายจากเหตุไม่คาดคิด เช่น ไฟไหม้ หรือภัยจาก Ransomware

  • Cloud Backup สำรองข้อมูลบนระบบคลาวด์มาตรฐานสูงที่แยกส่วนจากคลินิก
  • กู้คืนรวดเร็ว มีแผน Disaster Recovery ที่พร้อมใช้งานทันทีเพื่อให้ธุรกิจไม่สะดุด


การใช้แนวทางทั้ง 7 ข้อนี้ร่วมกับ ระบบโปรแกรมคลินิก ProClinic จะช่วยให้การจัดการ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วย ของคุณกลายเป็นเรื่องง่าย ถูกต้องตามกฎหมาย และสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้ได้อย่างยั่งยืน


  PROCLINIC แนะนำบทความน่าอ่าน !!

การบันทึกประวัติคนไข้ไม่ใช่แค่การจดรายละเอียดการรักษา แต่คือการสร้าง "คลังข้อมูลล้ำค่า" ที่ช่วยให้การดูแลต่อเนื่องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะบอกเคล็ดลับการจัดการ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วย ให้เป็นระบบและปลอดภัยสูงสุดผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล คลิกอ่านต่อ : บันทึกประวัติคนไข้ในคลินิก ปลอดภัย ครบถ้วน ด้วยโปรแกรมแนะนำ


เคล็ด(ไม่)ลับ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยให้ปลอดภัย


สรุป

การเก็บรักษาข้อมูลผู้ป่วยไม่ใช่เพียงแค่ความรับผิดชอบของแผนกไอที แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของคลินิกทั้งระบบ ตั้งแต่เจ้าของกิจการ แพทย์ พนักงาน ไปจนถึงผู้พัฒนาโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง เมื่อคลินิกความงามของคุณปฏิบัติตามแนวทางที่ควรได้ครบถ้วน ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการละเมิดประวัติส่วนตัวผู้ป่วยหรือการเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย PDPA อย่างมืออาชีพ การมีตัวช่วยอย่างการใช้โปรแกรมคลินิกที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่เจ้าของคลินิกไม่ควรมองข้าม


คำถามที่พบบ่อย


สิทธิของผู้ป่วยมีอะไรบ้าง

  1. สิทธิในการรับรู้ข้อมูล ซึ่งผู้ป่วยมีสิทธิได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโรค การรักษา และผลข้างเคียงอย่างชัดเจน
  2. สิทธิในการตัดสินใจรักษา เพราะผู้ป่วยสามารถเลือกหรือปฏิเสธการรักษาได้กับร่างกายของตน
  3. สิทธิในความลับ เนื่องจากข้อมูลส่วนตัวทางการแพทย์ของผู้ป่วยต้องได้รับการปกป้อง ไม่เปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต
  4. สิทธิในการขอข้อมูลเวชระเบียน โดยผู้ป่วยสามารถขอดูหรือคัดลอกข้อมูลจากแฟ้มเวชระเบียนของตนได้
  5. สิทธิในการร้องเรียน หากได้รับบริการที่ไม่เหมาะสมหรือมีการละเมิดสิทธิ ผู้ป่วยสามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยคืออะไร?

  1. ชื่อ-นามสกุล
  2. เลขบัตรประชาชนหรือเลขเวชระเบียน
  3. ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล
  4. ประวัติการรักษาและการแพ้ยา
  5. ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือภาพทางการแพทย์ เช่น X-ray หรือ MRI
  6. ข้อมูลประกันสุขภาพหรือสิทธิการรักษา
  7. ข้อมูลสุขภาพจิตหรือภาวะโรคเฉพาะทาง

ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่?

ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวตามกฎหมาย PDPA

  1. เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ถึงสถานะทางสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ
  2. ครอบคลุมประวัติการรักษา ผลตรวจ โรคประจำตัว ฯลฯ
  3. ต้องได้รับการดูแล ปกป้อง และขอความยินยอมก่อนการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผย
  4. หากละเมิด อาจมีความผิดตามกฎหมาย PDPA ทั้งทางแพ่งและอาญา

 ใครมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วย?

ตามกฎหมาย PDPA ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง และมีเหตุผลชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ได้แก่

  1. แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย รักษา และดูแลผู้ป่วย
  2. เจ้าหน้าที่คลินิกหรือโรงพยาบาล ในส่วนที่จำเป็นต่อการให้บริการ เช่น การนัดหมายหรือเวชระเบียน
  3. ผู้ป่วยเจ้าของข้อมูล ที่มีสิทธิ์เข้าถึง ตรวจสอบ และขอสำเนาข้อมูลของตนเอง
  4. ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจแทน ในกรณีผู้ป่วยเป็นผู้เยาว์หรือไม่สามารถให้ความยินยอมได้เอง
  5. หน่วยงานรัฐหรือกฎหมายที่กำหนด ในกรณีที่มีคำสั่งศาล หรือเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุข และความปลอดภัยตามที่กฎหมายอนุญาต

หากข้อมูลผู้ป่วยรั่วไหล ใครต้องรับผิด?

หากเกิดกรณีที่ข้อมูลผู้ป่วยรั่วไหล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งโดยมาก คือ เจ้าของคลินิกหรือผู้บริหารสถานพยาบาลจะต้องเป็น ผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย PDPA โดยตรง โดยความรับผิดที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  1. ความรับผิดทางแพ่ง โดยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายจากการรั่วไหล
  2. ความรับผิดทางอาญา หากจงใจเปิดเผยข้อมูลโดยมิชอบ อาจถูกจำคุกหรือปรับ
  3. ความรับผิดทางปกครอง ซึ่งอาจถูกคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสั่งปรับสูงสุดถึง 5 ล้านบาท

ผู้ป่วยสามารถขอดูหรือขอลบข้อมูลของตนได้หรือไม่?

ตามกฎหมาย PDPA ผู้ป่วยมีสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง โดยสามารถใช้สิทธิดังนี้

  1. ขอดูข้อมูล โดยผู้ป่วยสามารถขอเข้าถึงหรือขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตนที่คลินิกจัดเก็บไว้
  2. ขอแก้ไขข้อมูล หากข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน สามารถร้องขอให้คลินิกแก้ไขให้ถูกต้อง
  3. ขอลบข้อมูล ซึ่งผู้ป่วยสามารถขอให้ลบข้อมูลได้ในบางกรณี เช่น หมดความจำเป็นในการจัดเก็บ หรือถอนความยินยอม

ระบบจัดการข้อมูลผู้ป่วย (HIS / EMR) ต้องปฏิบัติตาม PDPA อย่างไร?

ระบบจัดการข้อมูลผู้ป่วย (HIS/EMR) ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย 


โรงพยาบาลหรือคลินิกสามารถนำข้อมูลผู้ป่วยไปใช้เพื่อการตลาดได้หรือไม่?

โรงพยาบาลหรือคลินิกไม่สามารถนำข้อมูลผู้ป่วยไปใช้เพื่อการตลาดได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนจากผู้ป่วยก่อนเท่านั้น โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย 


Copyright © 2025 Proclinic Group Co., Ltd. All rights reserved.  

Published on : May 10, 2025

ProClinic โปรแกรมคลินิก…ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด

ทีมงานมีประสบการณ์ดูแลคลินิกมากกว่า 200 สาขา ทำให้เราเข้าใจธุรกิจและความต้องการของเจ้าของธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ทำให้เราสามารถออกแบบและสร้างโปรแกรมคลินิกที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ป้องกันการทุจริตในคลินิก ตรวจสอบได้เป๊ะ และลดความเสียหาย

ป้องกันการทุจริตในคลินิก ตรวจสอบได้เป๊ะ และลดความเสียหาย

21 ธันวาคม 2568 59เข้าชม

เรียนรู้วิธีป้องกันการทุจริตในคลินิก บริหารความเสี่ยงคลินิก ลดความเสียหาย ด้วยกลยุทธ์ควบคุมภายใน การใช้เทคโนโลยี และการจัดการบุคลากร ตรวจสอบง่ายทุกขั้นตอน

Clinic Branding สูตรสำเร็จ วิธีสร้างแบรนด์คลินิกแบบมือโปร

Clinic Branding สูตรสำเร็จ วิธีสร้างแบรนด์คลินิกแบบมือโปร

21 ธันวาคม 2568 74เข้าชม

Clinic Branding หัวใจการสร้างตัวตนให้คลินิกน่าเชื่อถือ สูตรสำเร็จในการสร้างแบรนด์คลินิกแบบมือโปร ทั้งภาพลักษณ์ ประสบการณ์ และการวางกลยุทธ์แบรนด์คลินิกให้โดดเด่น

LINE MINI App คืออะไร ตัวช่วยสื่อสารฉับไวที่หลายคลินิกต้องมี

LINE MINI App คืออะไร ตัวช่วยสื่อสารฉับไวที่หลายคลินิกต้องมี

21 ธันวาคม 2568 138เข้าชม

รู้จัก LINE MINI App คืออะไร ต่างจากแอพ ไลน์ยังไง เครื่องมือช่วยให้คลินิกสื่อสารกับผู้ป่วยได้ไวขึ้น พร้อมจัดการข้อมูลที่ปลอดภัยตาม PDPA พร้อมเจาะลึกวิธีใช้งาน

ติดต่อเรา

โปรแกรมคลินิก…ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด